แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความรู้-ธรรมะ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความรู้-ธรรมะ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2551

ประเภทของนิมิต และวิธีการภาวนา



ประเภทของนิมิต

1. บริกรรมนิมิต คือนิมิตขั้นเตรียมหรือเริ่มต้น ได้แก่สิ่งใดก็ตามที่กำหนดเป็นอารมณ์ เห็นลัว ๆ ลาง ๆ
2. อุคคหนิมิต คือนิมิตที่ใจเรียนหรือนิมิตติดตา ได้แก่บริกรรมนิมิตที่เพ่งหรือกำหนดจนเห็นเป็นภาพติดตาติดใจ เห็นชัดเจน 100 %

3. ปฏิภาคนิมิต = นิมิตเสมือนนิมิตคู่เปรียบ ได้แก่นิมิตที่เป็นภาพเหมือนของอุคคหนิมิต แต่ลึกเข้าไปอีกจนเป็นภาพที่สามารถนึกขยายหรือย่อส่วนได้ตามปรารถนานิมิตจะเปลี่ยนจากของมีสีกลายเป็นของที่มีลักษณะใส สว่าง นุ่มนวล


ภาเวตัพพาติ = ภาวนา = ธรรมที่บัณฑิตทั้งหลายพึงทำให้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก และครั้งหลัง ๆ ให้ติดต่อกันเป็นนิจ จนถึงเจริญขึ้น

สัมมาอะระหัง = ทำงสิ่งที่ถูกต้องดีงาม และไกลจากสิ่งชั่วร้าย

วิธีการภาวนา

1. ภาวนาที่ศูนย์กลางกาย

2. ภาวนาคล้ายเสียงที่ละเอียดอ่อน
3. ภาวนาเรื่อยไป

4. การทำภาวนาเหมือนกับการขี่จักรยาน
5. สิ้นสุดการภาวนา

สิ่งที่จะช่วยทำให้รักษาสมาธิของเราไว้ได้

1. อาวาส ที่อยู่ ที่อาศัย ที่หลับและที่นอน

2. โคจร สถานที่ที่ควรไป

3. ภัสสะ ถ้อยคำ

4. ปุคคละ บุคคล

5. โภชนะ อาหาร

6. อุตุ ฤดู
7. อริยาบถ การเดิน นั่ง นอน

โคจร 3 ลักษณะ

1. โคจรที่ควรเข้าไปอาศัย หมายถึง กัลยาณมิตรผู้ถึงพร้อมด้วยกถาวัตถุ 10 ประการ

2. โคจรที่ควรรักษา หมายถึง มรรยาทหรืออาจาระที่ดีงามของพระภิกษุ (สำรวม)

3. โคจรที่ควรใส่ใจ หมายถึง ที่ที่ใจควรเที่ยวไป หมายถึง สติปัฏฐาน 4
3.1 กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน หมายถึงการตั้งสติตามเป็นกายในกายหรือกายต่าง ๆ ตั้งแต่กายมนุษย์ละเอียดหรือกายฝัน จนถึงกายธรรมระดับต่าง ๆ

3.2 เวทนานุปัสสนาสติปัฎฐาน หมายถึงการตั้งสติตามเห็นเวทนาในเวทนา คือความรู้สึกสุขทุก ของกายต่าง ๆที่ซ้อนกันอยู่ในกายมนุษย์นี้

3.3 จิตตานุปัสสนาสติปัฎฐาน หมายถึงการตั้งสติตามเห็นจิตในจิต คือดวงจิตของกายต่าง ๆที่ซ้อนกันอยู่ในกายมนุษย์

3.4 ธัมมานุปัสสนาสติปัฎฐาน หมายถึงการตั้งสติตามเห็นธรรมในธรรม คือดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายต่าง ๆ ตั้งแต่กายมนุษย์จนถึงกายธรรม

วันพฤหัสบดีที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

วิธีการแผ่เมตตา

วิธีการแผ่เมตตาตามหลักปฏิบัติในคัมภีร์
ในการแผ่เมตตามีข้อควรปฏิบัติดังนี้
1. ละเว้นคนที่ไม่ควรนำมาเป็นอารมณ์ในการแผ่เมตตา ได้แก่
1) คนที่ไม่รัก(ไม่ชอบใจ), คนที่รักมากเป็นพิเศษ, คนที่รู้สึกเฉย ๆ ไม่รักไม่ชัง, คนที่ถึงขั้นเป็นศัตรูกัน ไม่ควรนึกแผ่เมตตาให้ก่อนบุคคลประเภทอื่น ด้วยเหตุผลคือ
คนที่ไม่เป็นที่รัก เมื่อไปนึกถึงก่อน จิตใจของผู้ปฏิบัติจะรู้สึกขุ่นหมอง ไม่สบาย
คนที่รักมากเป็นพิเศษ เมื่อนำมานึกถึงก่อน หากผู้นั้นกำลังมีความทุกข์ยากลำบากอยู่จะรู้สึกเป็นทุกข์เดือดร้อนไปด้วย
คนที่รู้สึกเฉย ๆ เมื่อไปนึกถึงก่อน จิตใจจะไม่เบิกบาน ไม่มีกำลัง
คนที่เป็นศัตรู มีเวรต่อกัน เมื่อไปนึกถึงก่อน โทสะจะเกิดนำหน้าทันที
2) คนที่มีเพศตรงข้าม โดยเฉพาะไม่ใช่ญาติสนิท ไม่ควรนึกแผ่เมตตาให้โดยเจาะจงเฉพาะตัว เพราะราคะอาจจะเกิดขึ้น
3) คนที่ตายไปแล้ว นำมาเป็นอารมณ์ในการทำสมาธิไม่ได้ เพราะไม่สามารถทำอุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ ให้เกิด จึงเป็นการแผ่เมตตาที่ไร้ประโยชน์
2. กำหนดคนที่ควรแผ่เมตตาให้ก่อน
1) ควรแผ่เมตตาให้ตนเองก่อน เพื่อใช้เป็นสักขีพยายานว่า ตนเองปรารถนาความสุข ทั้งการแผ่เมตตาแก่ตนเองก่อนผู้อื่น ยังทำจิตใจให้เกิดความแช่มชื่นยินดี ทั้งนี้เพราะความรักต่อสิ่งอื่น ๆ แม้จะมีมากเพียงใด ก็ไม่เหมือนความรักตนเอง
2) เมื่อแผ่เมตตาให้ตนเองเป็นสักขีพยานแล้ว จึงแผ่ให้แก่ผู้ที่รักใคร่ชอบพอนับถืออย่างธรรมดา เช่น ครูบาอาจารย์ หรือผู้ที่มีคุณธรรมเทียบเท่า ที่ตนเองรักใคร่ ชอบใจ เคารพสรรเสริญ ระลึกถึงคุณงามความดีที่ได้รับจากบุคคลเหล่านั้น เช่น การที่ท่านให้ทานทั้งวิทยาทาน อามิสทาน ธรรมทานแก่ตน ตลอดจนปิยวาจาที่เคยได้รับมาต่าง ๆ
3) แผ่เมตตาถึงบุคคลที่รักยิ่ง เช่น บิดา มารดา บุตรธิดา สามีภรรยา ตามลำดับความรัก
4) แผ่เมตตาไปในบุคคลที่ไม่รู้สึกรักหรือชัง รู้สึกเฉย ๆ เป็นกลาง ๆ
5) แผ่เมตตาไปในคนที่มีเวรต่อกัน
6) เมื่อใดเมตตาจิตของผู้ปฏิบัติเกิดมีเท่าเทียมกันในบุคคลทั้ง 4 ประเภท คือ ตัวเอง คนที่ตนรัก คนที่ตนรู้สึกเฉย ๆ และคนที่โกรธกัน ดังนี้แล้ว ให้แผ่เมตตาออกเป็น 3 สถาน คือ แผ่ไม่เฉพาะ แผ่เฉพาะ และแผ่ทั้งทิศทั้ง 10 แผ่ไม่เฉพาะ ได้แก่ สัตว์ทั้งหลายที่ยังข้องอยู่ภพต่าง ฯลฯ แผ่เฉพาะ ได้แก่ หญิงทั้งหลาย ชายทั้งหลาย พระอริยเจ้าทั้งปวง เทวดาทั้งหลาย ฯลฯ แผ่ไปในทิศทั้ง 10

วิธีแผ่เมตตาแก่ตนและคนอื่น
การแผ่เมตตาแก่ตน มี 4 ประการ
อะหัง อเวโร โหมิ ขอข้าพเจ้าจงเป็นผู้ไม่มีศัตรู (ทั้งภายในและภายนอก)
อะหัง อัพยาปัชโฌ โหมิ ขอข้าพเจ้าจงเป็นผู้ไม่มีความพยาบาท (วิตกกังวล เศร้าโศก)
อะหัง อนีโฆ โหมิ ขอข้าพเจ้าจงเป็นผู้ไม่มีความลำบากกาย ลำบากใจ (พ้นจากอุปัทวเหตุ)
อะหัง สุขี อัตตานัง ปริหรามิ ขอข้าพเจ้าจงความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกภัยทั้งสิ้นเถิด

การแผ่เมตตาให้ผู้อื่น มี 4 ประการ
สัพเพ สัตตา อเมรา โหนตุ
สัพเพ สัตตา อัพยาปัชฌา โหนตุ
สัพเพ สัตตา อนีฆา โหนตุ
สุขี อัตตานัง ปริหรันตุ

วิธีการแผ่เมตตาตามหลักปฏิบัติ
แผ่เมตตาในขณะทำสมาธิ เราอาจใช้เวลาช่วงหนึ่งก่อนนั่งสมาธิ แผ่เมตตา เพื่อทำให้ใจชุ่มชื่น และเกิดเมตตาจิต อันจะทำให้ใจละความพยาบาท คิดร้ายที่อยู่ในใจออกไป โดยใช้วิธีการแผ่เมตตา
แผ่เมตตาจิตที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความปรารถนาดีต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย แผ่เมตตาจิตโดยนึกเบา ๆ ให้สบาย ๆ ว่าขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลาย ที่ไม่มีประมาณเหล่านั้น พ้นจากทุกข์โศกโรคภัย ให้พบแต่ความสุขกาย สุขใจ มีความสุขทั้งนั่ง ทั้งนอน ทั้งยืนทั้งเดิน ทั้งหลับ ทั้งตื่นตลอดวัน ตลอดคืน ตลอดเวลาเลย ที่มีทุกข์ก็ให้พ้นทุกข์ ที่มีสุขแล้วก็ให้มีความสุขยิ่ง ๆ ขึ้นไป นึกอย่างสบายๆ แผ่ไปให้หมดเลย นึกอย่างสบาย นึกให้กระแสแห่งความเมตตาของเรา ความปรารถนาดีของเรา เป็นแสงสว่างออกจากร่างกายเรา ออกจากใจของเราประหนึ่งว่าตัวเรา กายเรา ใจเรา เป็นศูนย์กลางของสรรพสัตว์และสรรพสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น เราแผ่ออกไปเป็นแสงสว่าง ใหม่ ๆ อาจจะเป็นความรู้สึกว่ามีแสงสว่างออกจากภายในกลางกายเรา แล้วแผ่ขยายไปให้ทั่ว เป็นแสงที่ละเอียดอ่อนนุ่มนวล เป็นพลังมวลแห่งความบริสุทธิ์ ความปรารถนาดี ประดุจแสงสว่างแห่งพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญ แต่ว่ากระจ่างแจ่มจ้าเหมือนอาทิตย์ตอนเที่ยงวัน คือสว่างประดุจดวงอาทิตย์ตอนเที่ยงวัน แต่ว่าเย็นเหมือนแสงจันทร์ นำความชุ่มชื่น เบิกบานให้เกิดขึ้นแก่สรรพสัตว์ สรรพสิ่งทั้งหลาย
ให้พลังมวลแห่งความบริสุทธิ์ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความปรารถนาดีไปยังมวลมนุษยชาติ โดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนาและเผ่าพันธุ์ ไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลายที่มีสองเท้า สี่เท้า มีเท้ามาก มีเท้าน้อย หรือว่าไม่มีเท้า ไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลายที่เกิดในกำเนิดทั้งสี่ ทั่วทั้งภพสามเลย ให้พลังมวลแห่งความบริสุทธิ์ที่ออกจากกายเรา สว่างโพลงไปรอบทิศ ทุกทิศทุกทางเหมือนเรานั่งอยู่กลางอวกาศโล่ง ๆ และขยายไปรอบทิศ

วันพุธที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

"เลิศล้ำ ถ้อยคำครู" คำสอนของพระเดชพระคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์


* ทำความบริสุทธิ์ กาย วาจา ใจ
*
บวชแล้วต้องสงัดจากกาม และบาปอกุศลธรรม

*
ต้องเป็นพระแท้ทั้งยามตื่น หลับ ฝัน

*
เรื่องอื่น เรื่องเก๊ ๆ ทั้งนั้น เรื่องจริง คือพระในตัว

*
ทำตัวให้เป็นอิสระ ปลอดกังวลจากสิ่งไม่ดี (เรื่องคน สัตว์ สิ่งของ)

*
รักษาเนื้อ รักษาตัวให้ดี (ดูแลสุขภาพใจเราให้ดี ทำจิตให้บริสุทธิ์ สว่างไหว ฝึกใจให้หยุดให้นิ่ง)

*
ถ้ามัวแต่มองมุม ก็จะเห็นแต่มุม ไม่เห็นทุกด้าน แต่ถ้ามองตรงกลาง มันเห็นรอบด้าน

*
ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขา

*
มรรค4 ผล4 นิพพาน1
โสดดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล สกิทาคามิมรรค สกิทาคามิผล อนาคามิมรรค อนาคามิผล อรหัตมรรค อรหัตผล บุคคล 4 คู่ 8 บุรุษนี้ ล้วนอยู่ในตัวเราทั้งสิ้น การบรรลุมรรคผลนิพพาน เป็นอกาลิโก ไม่จำกัดเวลา เพราะมีอยู่แล้วภายในตัวเรา
*
สมถะ แปลว่า "หยุด, นิ่ง, สงบ, ระงับ"
วิปัสสนา = การเห็นวิเศษ เห็นแจ่มแจ้ง เห็นแตกต่าง สมถะกับวิปัสสนา ต้องไปพร้อม ๆ กัน
*
ความเพลินภายนอก เป็นส่วนเกินของชีวิต แต่ความเพลินภายในเป็นหลักของชีวิต

*
ธรรมะ จะเป็นเพื่อนตายสำหรับเรา อยู่เคียงข้างเราตลอดไป

*
คิดแต่เรื่องดี ๆ พูดแต่เรื่องดี ๆ และทำแต่เรื่องดี ๆ เดี๋ยวใจจะใสเอง

*
ทำจิตให้สบาย ทำใจให้สงบ ก็จะพบความสว่างภายใน

*
อย่าถือสาข้อผิดพลาดของเพื่อนมนุษย์
ไม่ถือสาก็ไม่หนัก และไม่ต้องทน ให้ทำความเข้าใจว่า เขาก็เป็นของเขาอย่างนั้นเอง และเราก็เป็นเราเช่นนี้เอง เรายังมีกิเลส และดวงปัญญาเราก็ยังไม่สมบูรณ์
*
คนเรื่องมากมักได้บุญน้อย
คนเรื่องน้อย มักได้บุญมาก เราไม่ต้องการให้ใครมาเอาใจ แต่เราควรจะรักษาใจของเราให้ใส ๆ
*
ต้องสั่งสมบุญให้มาก ๆ อย่าให้บาปตามทัน
มันตามไม่ทัน เดี๋ยวก็หมดกำลังไปเอง